การทำแบรนด์หรือธุรกิจอะไรสักอย่างขึ้นมา สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การบริการที่ดีหรือการทำการตลาดที่เหมาะสม ก็คือ การจะทำยังไงให้ลูกค้าจำสินค้า บริการ หรือตัวธุรกิจได้ เพราะเวลาที่ลูกค้านึกถึงสินค้าหรือบริการ การที่แบรนด์หรือธุรกิจของเราเป็นสิ่งแรกที่ลูกค้านึกถึง ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเลยใช่ไหมคะ เพราะเหมือนว่าเราเดินนำคู่แข่งไปแล้วหนึ่งก้าว
แต่แอดมินขอบอกเลยว่า สิ่งที่ทำให้ธุรกิจโดดเด่นและจดจำได้ ไม่ใช่เพียงแค่สินค้าดีหรือราคาถูก แต่คือ Brand Identity หรือ เอกลักษณ์ของแบรนด์ ที่สามารถสื่อสารถึงตัวตนอย่างชัดเจนทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าแบรนด์เป็นยังไง และหนึ่งในเครื่องมือที่หลาย ๆ แบรนด์อาจมองข้ามแต่ทรงพลังมากในการสื่อสาร Brand Identity ไปถึงลูกค้า นั่นก็คือ SMS Marketing ซึ่งถือว่าช่องทางสามารถสื่อสารภาพลักษณ์และบุคลิกของแบรนด์ได้
ดังนั้น วันนี้ SMSMKT จะพาทุกคนไปรู้จักว่า Brand Identity คือ อะไร และเหตุผลว่าทำไมธุรกิจควรสนใจการ สร้าง Brnad Identity ผ่านตัวอักษร ใน SMS Marketing
Brand Identity หรือเอกลักษณ์ของแบรนด์ คือ สิ่งที่ทำให้ลูกค้ารับรู้ว่า “คุณคือใคร” และ “แตกต่างจากคนอื่นอย่างไร” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่โลโก้หรือสีของแบรนด์ แต่คือความรู้สึก ภาพจำ และประสบการณ์ทั้งหมดที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์หรือธุรกิจนั้น ๆ
ซึ่ง Brand Identity จะต่างกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ ( Brand Image ) ตรงที่ Brand Identity ของแบรนด์หรือธุรกิจเองเป็นคนควบคุม ซึ่งหมายความว่า การที่ลูกค้าจะมองธุรกิจหรือแบรนด์ยังไง จะขึ้นอยู่กับ สินค้าและบริการที่มอบให้กัลูกค้า ประสบการร์ที่มีต่อแบรนด์ หรือ กิจกรรมที่แบรนด์ทำที่ส่งผลต่อความคิดเห็นทางสาธารณะนั่นเอง
การสร้าง Brand Identity สามารถทำได้โดยยึดหลัก Identity Prism โดยจะคำนึงถึงองค์ประกอบที่มีผลต่อการรับรู้ ภาพจดจำธุรกิจนั้นๆ ความสำพันธ์ และคุณค่าของธุรกิจที่มีต่อลูกค้า
ซึ่งองค์ประกอบของ Brand Identity มีดังนี้ ;
1. Physique หรือลักษณะภายนอกของแบรนด์
คือสิ่งที่ลูกค้า “เห็น” และจดจำ เช่น โลโก้ สีประจำแบรนด์ รูปแบบสินค้า หรือการออกแบบสื่อทั้งหมด
2. Personality หรือบุคลิกของแบรนด์
ถ้าแบรนด์ของคุณเป็น “คน” จะเป็นคนแบบไหน? จริงใจ สนุกสนาน ทันสมัย หรือมั่นคง บุคลิกนี้ควรสะท้อนผ่าน “โทนเสียงและสไตล์การเขียนข้อความ” ด้วย
3. Culture หรือวัฒนธรรมของแบรนด์
คือค่านิยมและความเชื่อที่แบรนด์ยึดถือ เช่น ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เน้นนวัตกรรม หรือมุ่งเน้นบริการลูกค้า ซึ่งผู้ใช้บริการหรือลูกค้าส่วนใหญ่ จะตัดสินใจใช้บริการของแบรนด์หรือธุรกิจนั้น ๆ จากการที่มีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ตรงกัน
4.Relationship หรือความสัมพันธ์กับลูกค้า
ซึ่งจะหมายถึงวิธีที่แบรนด์สื่อสารและดูแลลูกค้า ตั้งแต่ข้อความทักทายไปจนถึงการติดตามหลังการขาย
5. Customer Reflection หรือภาพสะท้อนกลุ่มลูกค้า
หมายถึงภาพที่แบรนด์ต้องการให้คนมองว่า สินค้าและบริการของพวกเขาเหมาะกับใคร เช่น แบรนด์แฟชั่นสำหรับคนรุ่นใหม่ หรือแบรนด์พรีเมียมสำหรับนักธุรกิจมืออาชีพ
6.Customer Self-Image หรือภาพลักษณ์ในใจของลูกค้าจากการใช้งาน
ความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อตัวเองเมื่อใช้แบรนด์ เช่น “ฉันดูทันสมัยขึ้น” หรือ “ฉันเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ที่รักษ์โลก” หากซื้อสินค้าหรือใช้บริการกับธุรกิจนี้
ซึ่งการทำ SWOT Analysis เป็นการศึกษาจุดด้อย และจุดเด่นรวมไปถึงโอกาสที่สามารถต่อยอดธุรกิจ โดยการทำ SWOT เพื่อให้ทราบ identity ที่สามารถนำไปแข่งขันในตลาดได้ควรทำทั้งธุรกิจของตนเองและคู่แข่ง ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจทราบว่าคู่แข่งในตลาด ณ เวลานั้น ๆ เด่นและด้อยในเรื่องไหน หรือเทรนด์การตลาดในอุตาหกรรม เป็นไปในทิศทางไหนด้วย
การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย จะเป็นต้องเข้าใจความต้องการของคนกลุ่มนั้น ๆ ซึ่งจะมาจากการตั้งคำถามที่มา สินค้าและบริการของธุรกิจ สามารถช่วยลูกค้าแก้ปัญหาได้มากแค่ไหน เพราะไม่ใช่ทุกสิ้นค้าและบริการจะสามารถ ONE FOR ALL ได้ ดังนั้นการกำหนด และทราบถึง Pain point ของกลุ่มลูกค้า จะช่วยให้ธุรกิจสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนได้ และเมื่อส่งออกแคมเปญ SMS หรือการตลาดอื่น ๆ จะมีผลดีในด้านข้อความตรงใจ กลุ่มลูกค้าที่จะมีผลโดยตรงต่อการสร้าง Conversion Rate และ ROI
การกำหนดกลุ่มเป้าหมายก่อนหน้า อาจจะไม่มีความละเอียดพอ ซึ่งการจำแนกจะสามารถช่วยให้ธุรกิจเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความชอบ หรือพฤติกรรมอื่น ๆ ตั้งแต่ให้ความสนใจจนถึงการกลับมาซื้อซ้ำ ดังนั้นการกำหนดกลุ่มลูกค้า จะช่วยให้ธุรกิจส่งแคมเปญได้ตรงจุดมากขึ้น เพราะทั้งหมดอิงข้อมูลจากพฤติกรรมลูกค้าในแต่ละบุคคล
ส่วนนี้จะให้ผลให้การเตรียมการขายดีขึ้น ซึ่งการกำหนด Persona คร่าว ๆ จะช่วยให้การขายเป็นไปได้อย่างราบลื่น โดยข้อมูลที่ใช้สร้าง Persona มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจริง เช่น อายุ เพศ อาชีพ พฤติกรรม ความสนใจ ความต้องการ และปัญหาที่ลูกค้าเผชิญ การทำเช่นนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการตลาด การสื่อสาร และการพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การออกแบบข้อความถือเป็นขั้นตอนเกือบสุดท้าย ถ้านับการทำ Performance Report ไปด้วย ซึ่งการออกแบบควรตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นโทนที่ใช้ ความทางการของภาษา ไปจนถึงการใช้อิโมจิ และนอกจากการออกแบบควรกำหนดเวลาส่งให้ลูกค้าด้วย เพราะข้อความที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย และถูกเวลา จะช่วยสร้างยอดขายได้อย่างแน่นอน
การสร้าง Brand Identity ไม่จำเป็นต้องใช้สื่อใหญ่หรือโฆษณาราคาแพง เพราะเพียงข้อความสั้น ๆบนมือถือก็สามารถสื่อถึงตัวตนของแบรนด์ได้ชัดเจน หากคุณวางแผนเนื้อหาให้สอดคล้องกับทั้ง 6 องค์ประกอบของเอกลักษณ์แบรนด์ และใช้ SMS Marketing อย่างมีกลยุทธ์ ลูกค้าจะไม่เพียงแค่จำแบรนด์คุณได้ แต่จะ “รู้สึกเชื่อมโยง” กับแบรนด์ของคุณมากขึ้นในทุกข้อความที่ได้รับ
ดังนั้นด้วยระบบ SMS Marketing ที่ช่วยให้คุณส่งข้อความแบบ Personalization, ตั้งเวลาส่งอัตโนมัติ, และเชื่อมต่อกับระบบ CRM หรือ Loyalty Program ได้ครบในที่เดียว
เพราะ SMS Marketing คือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
มาสร้าง ฺBrand Identity ให้น่าจดจำ กับเราได้แล้ววันนี้ที่ : @SMSMKT