4 KPI วัดผลแคมเปญ SMS จาก SMSMKT

author avatar Benz Waraporn

ทุกคนรู้ไหมคะ ? ว่าถ้าหากธุรกิจทำแคมเปญการตลาดในทุกช่องทาง จากสถิติ มากกว่า 40 % ของยอดขายมาจากช่องทาง SMS เพราะ SMS สามารถออกแบบเนื้อหาข้อความและแคมเปญให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า มีความกระชับ ตรงประเด็น และอ่านแล้วเข้าใจทันที ดังนั้นในปัจจุบัน SMS จึงเป็นช่องทางที่สร้างยอดขายได้ดีที่สุด 

จากมุมของเจ้าของธุรกิจ พอรู้เรื่องสถิติ ก็อยากรู้ใช่ไหมคะ ว่าจะรู้ได้ยังไงว่าแคมเปญ SMS ที่เราส่งไปมีประสิทธิภาพมากพอที่จะสร้างรายได้และยอดขาย รวมไปถึงการที่จะทำยังไง ให้ลูกค้ามีการตอบรับ และมีส่วนร่วมกับธุรกิจเรา

ดังนั้นวันนี้ SMSMKT จะมาบอก KPI วัดผลแคมเปญ SMS ที่สามารถรู้ได้ทันทีว่าแคมเปญนี้มีประสิทธิภาพรึเปล่า ซึ่งอิงจากระบบ SMS Smart Dashboard ของ SMSMKT

 

4 KPI วัดผลแคมเปญ SMS

 

วิธีที่ 1 : วัดจาก Delivery Rate (อัตราการส่งสำเร็จ)

อัตราการส่งสำเร็จ เป็นสิ่งแรกที่ทุกธุรกิจควรใส่ใจ เพราะเป็นสิ่งที่สามารถวัดผลได้ว่าแคมเปญของเราถูกส่งออกไปหาลูกค้าสำเร็จหรือไม่ ซึ่งอัตราการส่งสำเร็จควรมากกว่า 90 % ต่อการส่ง 1 ครั้ง เพราะนั่นเป็นสัญญาณที่บอกได้ว่าลูกค้าในฐานข้อมูลของธุรกิจไม่ได้บล็อค หรือไม่ปฏิเสธการรับแคมเปญ ดังนั้นการซื้อสินค้าและบริการจะยังคงดำเนินต่อไป เพราะลูกค้ายังคงเปิดรับการอัพเดตจากทางธุรกิจอยู่เรื่อยๆ 

แต่ถึงอย่างนั้นการที่อัตราส่งสำเร็จต่ำ อาจจะไม่ใช่เพราะลูกค้าบล็อค หรือปฏิเสธการรับแคมเปญเสมอไป ซึ่งสาเหตุการส่ง SMS ไม่สำเร็จนั้นมีเยอะมาก แต่วันนี้ SMSMKT จะขอยกตัวอย่าง 3 สาเหตุหลัก ๆ ดังนี้ ;

  • ลูกค้าปิดเครื่อง หรือโทรศัพท์มีปัญหา เช่น  เปิดไม่ติด

สาเหตุนี้จะทำให้โทรศัพท์ของลูกค้าไม่มีสัญญาณ ทำให้ SMS ส่งไปไม่ถึง

  • ลูกค้าอยู่ในพื้นที่อับสัญญาณ เช่น ในหุบเขา หรือพื้นที่ป่า

ซึ่งจะเหมือนข้อ 1 ถ้าโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ การส่งแคมเปญ SMS ก็จะไม่สำเร็จ

  • ลูกค้าให้เบอร์โทรศัพท์ไม่ถูกต้อง 

สาเหตุนี้ก็มีความเป็นไปได้ ถึงแม้ว่าลูกค้าจะเป็นคนกดเองก็ตาม และหากเบอร์โทรผิด การส่ง SMS ก็จะไม่สำเร็จค่ะ 

 

ดังนั้นการที่จะทำให้อัตราการส่งสำเร็จมากกว่า 90 % ทางธุรกิจก็ควรอัพเดตฐานข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ของลูกค้าให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ หากเบอร์ไหนไม่สามารถส่งได้แล้วก็ควรลบออก เพียงเท่านี้ก็จะรักษาอัตราส่งสำเร็จของแคมเปญให้สูงแบบคงที่ได้

 

วิธีที่ 2 : วัดจาก Click-Through-Rate (อัตราการคลิก)

โดยปกติแล้วอัตราการคลิกจะวัดจากแคมเปญที่ส่งสำเร็จเท่านั้น ว่ามีการคลิกผ่านข้อความส่งไปกี่ครั้ง เช่น ธุรกิจส่งออกแคมเปญ SMS ไปหาลูกค้า 1100 คน อัตราสำเร็จอยู่ที่ 1000 คน และอัตราการคลิกลิงก์ในแคมเปญ อยู่ที่ 700 จำนวนคลิก ดังนั้นแปลว่าอัตราการคลิก หรือ CTR จะอยู่ที่ 70% ของอัตราการส่งสำเร็จ 

จากตัวอย่าง CTR ควรมีเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม? น่าจะเป็นสิ่งที่อยากรู้กันใช่มั้ยคะ ซึ่งขอบอกเลยว่าจริงๆแล้วขึ้นอยู่กับธุรกิจที่เราทำด้วย อย่างเช่น ธุรกิจร้านอาหาร จะมี CTR อยู่ที่ 5% ต่อการส่ง 100 คน ดังนั้นแปลว่าหากเป็นการจองโต๊ะจะมีคนสนใจแค่ 5 คนเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน ธุรกิจให้ความบันเทิง มี CTR มากถึง 16% ต่อการส่ง 100 คนเลยทีเดียว

ซึ่งการที่ CTR น้อย ไม่ได้หมายความว่าปัญหาอยู่ที่ระบบการส่งSMS หรืออัตราการส่งสำเร็จนะคะ แต่อาจจะเป็นเพราะข้อความแคมเปญที่เราส่งไป อาจจะไม่โดนใจลูกค้ามากพอ ที่จะทำให้ลูกค้าคลิกลิงก์ค่ะ ดังนั้นถ้าหากอยากเพิ่ม CTR ก็สามารถทำได้ด้วยการออกแบบข้อความให้ตรงกับพฤติกรรมของลูกค้า หรือเพิ่มความเร่งในการตัดสินใจด้วยคำว่า “วันนี้เท่านั้น”  เพียงเท่านี้ ธุรกิจก็สามารถเพิ่ม CTR ได้แล้ว

 

วิธีที่ 3 : วัดจาก Conversion Rate (อัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า/ยอดขาย)

อัตราการแปลงเป็นลูกค้า หรืออัตราที่ขายที่ได้จาก  SMS โดยทั่วไปจะวัดจากการซื้อจากอัตราการคลิก (CTR) ดังนั้น เมื่อลูกค้าคลิกลิงก์และสั่งซื้อสินค้าหรือบริการทันที เราจะนับว่าเป็นอัตราการแปลง เช่นจากข้อที่แล้ว อัตราการคลิกอยู่ที่ 70 % หากมีการสั่งซื้อเข้ามา 7 ออเดอร์ จะหมายความว่าอัตราการแปลงของแคมเปญจะอยู่ที่ 10 %  ซึ่งอัตราการแปลง จะเป็นหนึ่งตัวชี้วัด ที่จะทำให้เรารู้ว่าข้อความ หรือแคมเปญที่ธุรกิจส่งออก มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากแค่ไหน 

 

ดังนั้นหากธุรกิจต้องการเพิ่มอัตราการแปลง นอกจากการส่งส่วนลดและโค้ดพิเศษ เพื่อดึงดูความสนใจ ธุรกิจเองจะต้องออกแบบแคมเปญให้เหมาะสมกับกับกลุ่มลูกค้า และส่งออกในเวลาที่เหมาะสมด้วย  

 

วิธีที่ 4 : วัดจาก Return of Investment (ROI) (ผลตอบแทนจากการลงทุน)

วิธีที่ 4 จะพิเศษตรงที่ธุรกิจต้องคำนวนเองโดยใช้ข้อมูลจาก Dashbord ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนจะคิดจาก รายรับทั้งหมดหลังจากจบแคมเปญ ลบกับรายจ่ายที่เราใช้ไปกับการทำแคมเปญ ซึ่งกำไรที่ได้ เราจะถือว่าเป็นผลตอบแทน เช่น รายรับทั้งหมด คือ 100,000 บาท และรายจ่ายคือ 75,000 บาท ดังนั้นผลตอบแทนครั้งนี้จะเท่ากับ 25,000 บาท

 

ซึ่งการที่ธุรกิจจะคิดรายรับและรายจ่ายทั้งหมดได้ จะต้องใช้ข้อมูลจาก Dashboard ดังนั้นการใช้บริการกับผู้ให้บริการ SMS ที่มีข้อมูลทั้งหมดให้อย่าง SMSMKT จะทำให้การวัดประสิทธิภาพแคมเปญของธุรกิจเป็นเรื่องง่าย และแม่นยำมากขึ้น

 

ระบบ SMSMKT ดียังไง ทำไมถึงเหมาะกับการประเมินแคมเปญ ?

 

นอกจากระบบ Smart dashboard แล้ว SMSMKT มีฟังชั่นซัพพอร์ตในการประมวลผลอีกมากมาย เช่น ;

 

  • Data visualization report การแสดงผลแบบรูปภาพ ง่ายต่อการประเมินแคมเปญ

เพราะการประมวลผลข้อมูลบางทีอาจจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากข้อมูลที่เยอะและซับซ้อน ดังนั้น SMSMKT จึงพัฒนา Dashboard ที่สามารถแสดงข้อมูลได้ทั้งแบบข้อมูลตัวอักษร และแบบรูปภาพ เพื่อความง่ายในการประเมินประสิทธิภาพของแคมเปญ เปรียบเทียบ และช่วยให้เห็นจุดที่น่าสนใจระหว่างการทำแคมเปญ 

 

  • Data support รองรับข้อมูลลูกค้าได้เยอะ ไม่ต้องย่อข้อมูลหรือทิ้งข้อมูล

ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูลเก่า หรือไฟล์ข้อมูลใหม่ ระบบ Data Support ของ SMSMKT จะช่วยให้การรวบรวมข้อมูลเข้าระบบง่ายยิ่งขึ้น ทำให้ธุรกิจคุณจัดการข้อมูลเบอร์โทรลูกค้าได้ โดยไม่ต้องทิ้งไฟล์ หรือย่อไฟล์ ที่อาจจะทำให้ข้อมูลบางส่วนหายไป

 

  • Easy to integrate เชื่อมต่อง่าย ลดภาระให้ธุรกิจ

ระบบของ SMSMKT เพียงตั้งค่าไม่กี่ขั้นตอนก็สามารถเชื่อมต่อกับ API ของธุรกิจได้ทันที ช่วยให้ธุรกิจของคุณทำงานเร็วขึ้น ไม่ต้องกังวลกับเรื่องการเชื่อมต่ออีกต่อไป สามารถมีเวลาไปพัฒนาแคมเปญเพื่อเพิ่มยอมขายให้มี ROI ที่มากขึ้น 

 

และสุดท้าย ธุรกิจเองก็อย่าลืมเช็กว่า ช่วงเวลาไหนคือ Prime Time ของลูกค้าเป้าหมายคุณ เพราะการส่ง SMS ถูกจังหวะ จะช่วยให้การเข้าถึง การคลิก และการซื้อ พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

ถ้ากำลังมองหาผู้ให้บริการที่ทำให้การประเมินผลแคมเปญของธุรกิจคุณเป็นเรื่องง่าย 

ติดต่อเราได้เลยวันนี้  Line : https://page.line.me/smsmkt?openQrModal=true

line chat