ทุกคนรู้ไหมคะ ? ว่าถ้าหากธุรกิจทำแคมเปญการตลาดในทุกช่องทาง จากสถิติ มากกว่า 40 % ของยอดขายมาจากช่องทาง SMS เพราะ SMS สามารถออกแบบเนื้อหาข้อความและแคมเปญให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า มีความกระชับ ตรงประเด็น และอ่านแล้วเข้าใจทันที ดังนั้นในปัจจุบัน SMS จึงเป็นช่องทางที่สร้างยอดขายได้ดีที่สุด
จากมุมของเจ้าของธุรกิจ พอรู้เรื่องสถิติ ก็อยากรู้ใช่ไหมคะ ว่าจะรู้ได้ยังไงว่าแคมเปญ SMS ที่เราส่งไปมีประสิทธิภาพมากพอที่จะสร้างรายได้และยอดขาย รวมไปถึงการที่จะทำยังไง ให้ลูกค้ามีการตอบรับ และมีส่วนร่วมกับธุรกิจเรา
ดังนั้นวันนี้ SMSMKT จะมาบอก KPI วัดผลแคมเปญ SMS ที่สามารถรู้ได้ทันทีว่าแคมเปญนี้มีประสิทธิภาพรึเปล่า ซึ่งอิงจากระบบ SMS Smart Dashboard ของ SMSMKT
วิธีที่ 1 : วัดจาก Delivery Rate (อัตราการส่งสำเร็จ)
อัตราการส่งสำเร็จ เป็นสิ่งแรกที่ทุกธุรกิจควรใส่ใจ เพราะเป็นสิ่งที่สามารถวัดผลได้ว่าแคมเปญของเราถูกส่งออกไปหาลูกค้าสำเร็จหรือไม่ ซึ่งอัตราการส่งสำเร็จควรมากกว่า 90 % ต่อการส่ง 1 ครั้ง เพราะนั่นเป็นสัญญาณที่บอกได้ว่าลูกค้าในฐานข้อมูลของธุรกิจไม่ได้บล็อค หรือไม่ปฏิเสธการรับแคมเปญ ดังนั้นการซื้อสินค้าและบริการจะยังคงดำเนินต่อไป เพราะลูกค้ายังคงเปิดรับการอัพเดตจากทางธุรกิจอยู่เรื่อยๆ
แต่ถึงอย่างนั้นการที่อัตราส่งสำเร็จต่ำ อาจจะไม่ใช่เพราะลูกค้าบล็อค หรือปฏิเสธการรับแคมเปญเสมอไป ซึ่งสาเหตุการส่ง SMS ไม่สำเร็จนั้นมีเยอะมาก แต่วันนี้ SMSMKT จะขอยกตัวอย่าง 3 สาเหตุหลัก ๆ ดังนี้ ;
สาเหตุนี้จะทำให้โทรศัพท์ของลูกค้าไม่มีสัญญาณ ทำให้ SMS ส่งไปไม่ถึง
ซึ่งจะเหมือนข้อ 1 ถ้าโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ การส่งแคมเปญ SMS ก็จะไม่สำเร็จ
สาเหตุนี้ก็มีความเป็นไปได้ ถึงแม้ว่าลูกค้าจะเป็นคนกดเองก็ตาม และหากเบอร์โทรผิด การส่ง SMS ก็จะไม่สำเร็จค่ะ
ดังนั้นการที่จะทำให้อัตราการส่งสำเร็จมากกว่า 90 % ทางธุรกิจก็ควรอัพเดตฐานข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ของลูกค้าให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ หากเบอร์ไหนไม่สามารถส่งได้แล้วก็ควรลบออก เพียงเท่านี้ก็จะรักษาอัตราส่งสำเร็จของแคมเปญให้สูงแบบคงที่ได้
วิธีที่ 2 : วัดจาก Click-Through-Rate (อัตราการคลิก)
โดยปกติแล้วอัตราการคลิกจะวัดจากแคมเปญที่ส่งสำเร็จเท่านั้น ว่ามีการคลิกผ่านข้อความส่งไปกี่ครั้ง เช่น ธุรกิจส่งออกแคมเปญ SMS ไปหาลูกค้า 1100 คน อัตราสำเร็จอยู่ที่ 1000 คน และอัตราการคลิกลิงก์ในแคมเปญ อยู่ที่ 700 จำนวนคลิก ดังนั้นแปลว่าอัตราการคลิก หรือ CTR จะอยู่ที่ 70% ของอัตราการส่งสำเร็จ
จากตัวอย่าง CTR ควรมีเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม? น่าจะเป็นสิ่งที่อยากรู้กันใช่มั้ยคะ ซึ่งขอบอกเลยว่าจริงๆแล้วขึ้นอยู่กับธุรกิจที่เราทำด้วย อย่างเช่น ธุรกิจร้านอาหาร จะมี CTR อยู่ที่ 5% ต่อการส่ง 100 คน ดังนั้นแปลว่าหากเป็นการจองโต๊ะจะมีคนสนใจแค่ 5 คนเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน ธุรกิจให้ความบันเทิง มี CTR มากถึง 16% ต่อการส่ง 100 คนเลยทีเดียว
ซึ่งการที่ CTR น้อย ไม่ได้หมายความว่าปัญหาอยู่ที่ระบบการส่งSMS หรืออัตราการส่งสำเร็จนะคะ แต่อาจจะเป็นเพราะข้อความแคมเปญที่เราส่งไป อาจจะไม่โดนใจลูกค้ามากพอ ที่จะทำให้ลูกค้าคลิกลิงก์ค่ะ ดังนั้นถ้าหากอยากเพิ่ม CTR ก็สามารถทำได้ด้วยการออกแบบข้อความให้ตรงกับพฤติกรรมของลูกค้า หรือเพิ่มความเร่งในการตัดสินใจด้วยคำว่า “วันนี้เท่านั้น” เพียงเท่านี้ ธุรกิจก็สามารถเพิ่ม CTR ได้แล้ว
วิธีที่ 3 : วัดจาก Conversion Rate (อัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้า/ยอดขาย)
อัตราการแปลงเป็นลูกค้า หรืออัตราที่ขายที่ได้จาก SMS โดยทั่วไปจะวัดจากการซื้อจากอัตราการคลิก (CTR) ดังนั้น เมื่อลูกค้าคลิกลิงก์และสั่งซื้อสินค้าหรือบริการทันที เราจะนับว่าเป็นอัตราการแปลง เช่นจากข้อที่แล้ว อัตราการคลิกอยู่ที่ 70 % หากมีการสั่งซื้อเข้ามา 7 ออเดอร์ จะหมายความว่าอัตราการแปลงของแคมเปญจะอยู่ที่ 10 % ซึ่งอัตราการแปลง จะเป็นหนึ่งตัวชี้วัด ที่จะทำให้เรารู้ว่าข้อความ หรือแคมเปญที่ธุรกิจส่งออก มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากแค่ไหน
ดังนั้นหากธุรกิจต้องการเพิ่มอัตราการแปลง นอกจากการส่งส่วนลดและโค้ดพิเศษ เพื่อดึงดูความสนใจ ธุรกิจเองจะต้องออกแบบแคมเปญให้เหมาะสมกับกับกลุ่มลูกค้า และส่งออกในเวลาที่เหมาะสมด้วย
วิธีที่ 4 : วัดจาก Return of Investment (ROI) (ผลตอบแทนจากการลงทุน)
วิธีที่ 4 จะพิเศษตรงที่ธุรกิจต้องคำนวนเองโดยใช้ข้อมูลจาก Dashbord ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนจะคิดจาก รายรับทั้งหมดหลังจากจบแคมเปญ ลบกับรายจ่ายที่เราใช้ไปกับการทำแคมเปญ ซึ่งกำไรที่ได้ เราจะถือว่าเป็นผลตอบแทน เช่น รายรับทั้งหมด คือ 100,000 บาท และรายจ่ายคือ 75,000 บาท ดังนั้นผลตอบแทนครั้งนี้จะเท่ากับ 25,000 บาท
ซึ่งการที่ธุรกิจจะคิดรายรับและรายจ่ายทั้งหมดได้ จะต้องใช้ข้อมูลจาก Dashboard ดังนั้นการใช้บริการกับผู้ให้บริการ SMS ที่มีข้อมูลทั้งหมดให้อย่าง SMSMKT จะทำให้การวัดประสิทธิภาพแคมเปญของธุรกิจเป็นเรื่องง่าย และแม่นยำมากขึ้น
นอกจากระบบ Smart dashboard แล้ว SMSMKT มีฟังชั่นซัพพอร์ตในการประมวลผลอีกมากมาย เช่น ;
เพราะการประมวลผลข้อมูลบางทีอาจจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากข้อมูลที่เยอะและซับซ้อน ดังนั้น SMSMKT จึงพัฒนา Dashboard ที่สามารถแสดงข้อมูลได้ทั้งแบบข้อมูลตัวอักษร และแบบรูปภาพ เพื่อความง่ายในการประเมินประสิทธิภาพของแคมเปญ เปรียบเทียบ และช่วยให้เห็นจุดที่น่าสนใจระหว่างการทำแคมเปญ
ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ข้อมูลเก่า หรือไฟล์ข้อมูลใหม่ ระบบ Data Support ของ SMSMKT จะช่วยให้การรวบรวมข้อมูลเข้าระบบง่ายยิ่งขึ้น ทำให้ธุรกิจคุณจัดการข้อมูลเบอร์โทรลูกค้าได้ โดยไม่ต้องทิ้งไฟล์ หรือย่อไฟล์ ที่อาจจะทำให้ข้อมูลบางส่วนหายไป
ระบบของ SMSMKT เพียงตั้งค่าไม่กี่ขั้นตอนก็สามารถเชื่อมต่อกับ API ของธุรกิจได้ทันที ช่วยให้ธุรกิจของคุณทำงานเร็วขึ้น ไม่ต้องกังวลกับเรื่องการเชื่อมต่ออีกต่อไป สามารถมีเวลาไปพัฒนาแคมเปญเพื่อเพิ่มยอมขายให้มี ROI ที่มากขึ้น
และสุดท้าย ธุรกิจเองก็อย่าลืมเช็กว่า ช่วงเวลาไหนคือ Prime Time ของลูกค้าเป้าหมายคุณ เพราะการส่ง SMS ถูกจังหวะ จะช่วยให้การเข้าถึง การคลิก และการซื้อ พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ถ้ากำลังมองหาผู้ให้บริการที่ทำให้การประเมินผลแคมเปญของธุรกิจคุณเป็นเรื่องง่าย
ติดต่อเราได้เลยวันนี้ Line : https://page.line.me/smsmkt?openQrModal=true