เพราะทุกธุรกิจ ต่างมีเรื่องราวและความเป็นมา ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน บางธุรกิจเริ่มจากความฝันเล็ก ๆ บางธุรกิจก็เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหัวใจของสิ่งที่เรียกว่า storytelling หรือศิลปะแห่งการเล่าเรื่องที่เชื่อมโยงหัวใจลูกค้ากับธุรกิจเข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้อัตราการอ่านของคนน้อยลงมาก เพราะส่วนใหญ่เน้นการดูรูป และการฟังคลิปอธิบายในโซเชียลมีเดีย ดังนั้นการเล่าเรื่องราวแบบธรรมดาอาจจะไม่สามารถทัชหัวใจ หรือความรู้สึกของลูกค้าได้อีกต่อไปแล้ว และนี่คือเหตุผลว่าทำไม MMS Marketing ถึงกลายเป็นเครื่องมือที่ธุรกิจใหญ่ ๆ ใช้สำหรับการเข้าถึงและการแชร์เรื่องราว เพราะนอกจากการเข้าถึงลูกค้าแบบไม่ต้องใช้อินเตอร์เน็ตแล้ว ธุรกิจยังสามารถส่งรูปภาพ เสียง และอิโมจิเพื่อแสดงอารมณ์ถึงลูกค้าได้ทันที แค่มีเบอร์โทรศัพท์
ดังนั้นในบทความนี้ SMSMKT จะพาคุณไปรู้จักว่าจริง ๆ แล้ว storytelling คือ อะไร ทำไมถึงสำคัญกับธุรกิจในปัจจุบัน และเมื่อจับคู่กับ MMS Marketing แล้ว จะสร้างประสบการณ์ที่อบอุ่นและน่าจดจำกว่าที่เคยได้อย่างไร
Storytelling คือ ศิลปะของการเล่าเรื่องเพื่อสื่อสารแนวคิด หรืออารมณ์บางอย่างให้เข้าถึงใจคนฟังหรือคนดูได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริง เรื่องแต่ง หรือการเล่าประสบการณ์ของลูกค้า จุดประสงค์ของ storytelling คือการเชื่อมโยงแบรนด์กับลูกค้าให้ใจอารมณ์ของกันและกัน
ในมุมการทำการตลาด storytelling คือ กลยุทธ์การนำเสนอแบรนด์หรือสินค้า ในรูปแบบของการเล่าเรื่องราวที่ทำให้ผู้ฟังอินและจดจำเรื่องราวได้ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ขายสินค้าโดยตรง แต่ขาย “ความรู้สึก” ที่ทำให้คนอยากมีส่วนร่วม เปลี่ยนความรู้สึกที่ว่าสินค้ายังไม่จำเป็น เป็นความรู้สึกอยากซื้อสินค้าของธุรกิจนั้น ๆ
จากสถิติของการขาย จาก HUBsale กล่าวไว้ว่า โฆษณาที่ใช้ Story-driven สามารถสร้าง Engagement ได้มากกว่าโฆษณาที่เน้นการข้อมูลถึง 22 เท่า เพราะในการทำการตลาด การที่คนเราทุกคนจะรู้สึกเชื่อมโยงกับธุรกิจหรือสินค้าสักชิ้น ส่วนใหญ่จะเป็นการเชื่องโยงผ่านเรื่องราว มากกว่าการขายแบบตรงๆ ที่ไม่ได้เข้าใจความรู้สึกหรือความต้องการ เพราะเหตุนี้จึงทำให้กลยุทธ์การเล่าเรื่อง หรือ Storytelling เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเข้าถึงจิตใจและความต้องการของผู้บริโภค
นอกจากนี้การสร้างเรื่องราว ยังช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของธุรกิจ จากการเป็นคนขาย ให้เป็นคนที่เข้าใจ และเข้าถึงความต้องการของลูกค้า ซึ่งในเชิงกลยุทธ์ storytelling หรือ การเล่าเรื่อง คือส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนด์ (Brand Building) เพราะสามารถถ่ายทอด ;
ซึ่งธุรกิจที่เข้าใจการใช้ Storytelling จะมีความสามารถในการสร้างความภักดี (Brand Loyalty) มากกว่าธุรกิจที่สื่อสารด้วยโปรโมชั่นหรือฟีเจอร์เพียงอย่างเดียว
เรื่องราวที่ดีต้องมาจากความจริง และตัวตนของแบรนด์ จริงๆ เพราะการทำ Storytelling ไม่ใช่แค่การใช้คำโฆษณาที่ดูสวยหรู หรือการเล่าความเป็นมาแบบโอเวอร์ เพราะการที่จะทำการทำ Brand Storytelling สำเร็จ เรื่องเล่าทุกอย่าง ควรเข้าถึงใจผู้บริโภคได้แบบไม่มีความรู้สึกกังขา ดังนั้นธุรกิจจึงจำเป็นต้องเข้าใจ DNA ของธุรกิจตัวเองก่อน ว่าคุณคือใคร ยืนอยู่ตรงไหน และอยากให้ผู้คนจดจำในมุมไหนบ้าง เป็นต้น
2. Storytelling ควรมี 3 ส่วนหลักๆ คือจุดเริ่มต้น จุดกึ่งกลาง และจุดพีคของเรื่องราว
การสร้าง Storytelling ต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจน เช่น จุดเริ่มต้นที่ดึงดูดและน่าสนใจให้กดหยุดฟังต่อ เนื้อหาช่วงกลางที่ค่อย ๆ สร้างอารมณ์ และจุดพีคที่ทำให้คนจดจำธุรกิจได้ เพราะการวางเส้นทางของเรื่องราวแบบนี้ จะช่วยให้ธุรกิจค่อย ๆ เข้าถึงใจผู้บริโภค และทำให้พวกเขารู้สึกอินไปกับสิ่งที่คุณเล่าในที่สุด
หัวใจของ Storytelling คือ การทำให้คนรู้สึกไม่ใช่แค่เข้าใจ แต่ต้องรู้สึกว่าเรื่องนี้ตรงกับเรื่องราวที่เกิดในชีวิตพวกเขาเลย ดังนั้นไม่ว่าจะให้อารมณ์สุข เศร้า การให้ความประทับใจ หรือสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นอารมณ์คือสิ่งที่เปลี่ยน “ข้อมูล” ให้กลายเป็น “ความรู้สึกจากประสบการณ์ตรง” จะทำให้ลูกค้าอยากแชร์ต่อและอยากจดจำเรื่องราวของธุรกิจมากขึ้น
อาจจะคล้ายครึงกับข้อ 3 แต่ Storytelling ที่ดี ต้องสะท้อนชีวิตจริงของผู้ฟังได้ เพราะถ้าลูกค้าฟังแล้ว รู้สึกว่า “นี่คือเรื่องของฉัน” พวกเขาจะเกิดความผูกพันกับแบรนด์อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้การใช้ข้อมูลที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรม และประสบการณ์ของลูกค้า เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เรื่องราวมีพลังและความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
จุดเด่นของการใช้ storytelling คือ การสร้างความผูกพัน (Emotional Engagement) และเมื่อนำมาใช้ใน MMS Marketing ที่เน้นสื่อภาพและเสียง ยิ่งจะทำให้เรื่องราวให้เข้าถึงหัวใจลูกค้าได้เร็วขึ้นกว่าการสื่อสารแบบข้อความทั่วไป
เพราะ MMS Marketing เป็นการสื่อสารที่ผู้รับ สามารถ “มองเห็นและรู้สึกได้” ซึ่งต่างจากการใช้กับ SMS ที่มีเพียงข้อความตัวอักษร และ MMS ยังสามารถสร้าง ประสบการณ์การเล่าเรื่อง ให้ผู้บริโภครับรู้ผ่านภาพ เสียง สี และข้อความได้พร้อมกัน ทำให้ Storytelling ถูกถ่ายทอดออกไปได้อย่างเต็มที่
และ MMS ยังมีข้อดีอีกมากมายในการทำ Storytelling เช่น ;
เพราะมนุษย์ใช้เวลาสั้นมากๆ ในการประมวลผลภาพหนึ่งภาพ เพราะฉนั้นการแนบภาพไปในข้อความ สามารถสื่อสารอารมณ์และบริบทของเรื่องราวได้เร็วกว่าข้อความที่มีแค่ัวอักษรหลายเท่า
การใช้สีมีผลต่อจิตวิทยาของผู้บริโภคโดยตรง เช่น สีเขียวให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สีแดงเร้าอารมณ์และกระตุ้นการตัดสินใจ ดังนั้นการใช้สีและโทนภาพที่เหมาะสมใน MMS จึงทำให้เรื่องราวของธุรกิจพูดได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งข้อความจำนวนมากมาอธิบาย
ผลวิจัยของ Forbes ระบุว่า เนื้อหาที่มีเสียงหรือวิดีโอสามารถเพิ่มอัตราการจดจำแบรนด์ได้สูงถึง 95% เมื่อเทียบกับข้อความเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเสียงเพลง เสียงออดิโอ หรือเสียงเอฟเฟคจากคลิปสั้น ๆ ที่สื่อถึงอารมณ์เฉพาะ สามารถกระตุ้นความรู้สึกและสร้างความเชื่อมโยงได้ทันที และ MMS สามารถแนบวิดิโอ และเสียงบันทึกไปในข้อความได้ สามารถช่วยให้การทำ Storytelling น่าสนใจมากขึ้น
จากข้อมูลข้อในข้อที่แล้ว ในขณะที่ SMS จำกัดแค่ 160 ตัวอักษร แต่ MMS สามารถแนบภาพ โลโก้ สี เสียง และข้อความไว้ในข้อความเดียว ซึ่งช่วยให้แบรนด์เล่าเรื่องราวได้สมบูรณ์ขึ้น หรือที่เรียกว่า Multi-Sensory Marketing ที่ช่วยให้ผู้รับสามารถเห็น ได้ยิน และรู้สึกได้เพียง 1 ข้อความ
ดังนั้นการส่งออก Brand Storytelling ผ่าน MMS Marketing ไม่ได้เป็นเพียงการส่งข้อความอีกต่อไป แต่คือการสร้างประสบการณ์ ให้ลูกค้าได้รู้สึกถึงตัวตนที่แท้จริงของธุรกิจได้ทันที อักทั้งยังเป็นการเปลี่ยนข้อความธรรมดาให้กลายเป็นเรื่องราวที่มีชีวิต (Living Story) ที่ผู้รับสามารถเห็น ฟัง และรู้สึกได้ในเวลาเดียวกัน
ดังนั้นการผสมผสานของ “เรื่องราวที่ดี” กับ “ช่องทางที่ใช่” จึงเป็นมากกว่าเครื่องมือทางการตลาด เพราะในยุคที่คนไม่ได้ต้องการแค่สินค้า แต่ต้องการ “ความรู้สึกที่ดี” การทำ Storytelling ผ่าน MMS Marketing คือคำตอบที่ลงตัวที่สุด
เริ่มการส่งออก Brand Storytelling ผ่าน MMS marketing กับ SMSMKT ได้แล้ววันนี้
ติดต่อเรา คลิก : @SMSMKT