ปัจจุบัน ภัยจากการโจรกรรมข้อมูลจาก Scammer หรือมิจฉาชีพ ส่งผลกระทบด้านลบต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพจิตใจ ด้านความเชื่อมั่น ไปจนถึงด้านข้อมูล และทรัพย์สิน และในมุมมองของธุรกิจ ปัญหานี้ก็ส่งผลต่อความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของการทำธุรกรรมและการเก็บรักษาข้อมูล เพราะมิจฉาชีพไม่เพียงแค่ขโมยข้อมูล แต่ถึงขั้นสวมรอยเป็นลูกค้าหรือธุรกิจ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบไปในวงกว้าง เพราะเหตุนี้ จึงทำให้ธุรกิจหาเครื่องมือที่สามารถช่วยเสริมความปลอดภัยในกับทุกกิจกรรมในธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นจากลูกค้าและภาพลักษณ์ที่ดี และเครื่องมือที่ว่านั่นก็คือ SMS OTP
ดังนั้นในบทความนี้ จะพาทุกคนไปรู้จักกับ รูปแบบมิจฉาชีพ ประเภทการหลอกลวง และเหตุผลว่าทำไมธุรกิจถึงควรใช้ SMS OTP เพื่อช่วยให้ธุรกิจปลอดภัยจากปัญหาที่เกิดขึ้น
ทุกวันนี้ มีการหลอกลวงของมิจฉาชีพในหลายช่องทางมากๆ แต่สามารถจัดเป็นช่องทางใหญ่ๆ ได้ 2 ช่องทาง นั่นคือช่องทางออนไลน์ (Online Scams) ผ่านทางโซเชียลมีเดียและออนไลน์แชทอื่นๆ และช่องทาง ออฟ์ไลน์ (Offline Scams) ด้วยการโทรผ่านทางโทรศัพท์มือถือ และส่งข้อความ SMS
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การหลอกลวงทางออนไลน์ (Online scams) เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลงานวิจัยโดยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่า ประชากรไทยกว่า 36 ล้านคน มากกว่า 50% เคยถูกหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ และส่วนใหญ่คือเจนเนอเรชั่น Y ที่มีค่าความเสียหายมากถึง 31 ล้านบาท ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ผู้ใช้งานรวมถึงธุรกิจที่อยู่ในช่องทางออนไลน์จำเป็นต้องตระหนักและระมัดระวังต่อการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ เพราะปัญหาไม่ได้มีแค่การหลอกลวง แต่ยังมีการลวมรอย ที่อาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของธุรกิจ
และการหลอกลวงผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่โซเชียลมีเดีย และ Email เพราะสามารถสวมรอยเป็นธุรกิจนั้นๆได้ง่าย และสามารถแนบลิงก์ในข้อความได้ด้วย เช่น
1. หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ผ่านโซเชียลมีเดีย
การหลอกลวงออนไลน์ประเภทนี้ มีสัดส่วนถึง 57% ของการหลอกลวงทั้งหมด โดยมิจฉาชีพหรือสแกมเมอร์ จะเปิดบัญชีเพื่อใช้เป็นโปรไฟล์ปลอมเพื่อลอกเลียนแบบบัญชีจริง และส่งข้อความเสนอขายสินค้าที่มีราคาถูกกว่าราคาสินค้าจริง หรืออ้างว่าเป็นบัญชีสำหรับชำระเงินของธุรกิจนั้นๆ เพื่อหลอกให้ลูกค้าชำระเงินค่าสินค้า
Use Case ;
ในเดือนมิถุนายน 2567 มีรายงานกรณีการหลอกขายกล้องรุ่นใหม่ราคาถูกผ่านเพจเฟซบุ๊กปลอม โดยมีผู้เสียหายกว่า 200 ราย สูญเงินรวมกันมากกว่า 5 ล้านบาท โดยมิจฉาชีพใช้วิธีสร้างเพจที่มีหน้าตาเหมือนร้านค้าจริง ใช้รูปภาพจากเว็บไซต์ทางการ และมีการรีวิวปลอมจำนวนมาก เมื่อลูกค้าสนใจและโอนเงินไปแล้ว จะถูกบล็อกและไม่สามารถติดต่อกลับได้อีก
2. การสวมรอยเป็นธุรกิจ และส่งข้อความไปทางอีเมล
โดยกรณีนี้ มิจฉาชีพจะส่งอีเมลแนบลิงก์ เพื่อพยายามขโมยข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินของผู้รับ ซึ่งอีเมลลักษณะนี้มักถูกส่งเป็นจำนวนมาก และบางครั้งอาจดูสมจริงกว่าวิธีการโกงออนไลน์รูปแบบอื่น ๆนอกจากนั้น บางครั้งมิจฉาชีพจะแอบอ้างว่าเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ เช่น ธนาคาร หรือองค์กรรัฐ เพื่อหลอกให้ผู้รับเกิดความไว้ใจในการกดลิงก์และกรอกข้อมูลในการทำธุรกรรม
Use Case ;
ในช่วงปี 2567 คือการหลอกลวงเกี่ยวกับโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลของรัฐบาล ซึ่งมีการสวมรอยเป็นหน่วยงานราชการ ส่งEmail และข้อความ หลอกให้ประชาชนคลิกลิงก์ปลอมเพื่อรับเงิน 10,000 บาท ผู้ที่หลงเชื่อและกรอกข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลบัญชีธนาคาร และจะถูกมิจฉาชีพโจรกรรมเงินในบัญชีในภายหลัง
การติดต่อสื่อสารผ่านข้อความ (SMS) และโทรศัพท์ถือถือเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน แต่ในขณะเดียวกัน มิจฉาชีพจำนวนมากก็ใช้ช่องทางเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความสแปมหรือการปลอมแปลงเบอร์โทรศัพท์ เพื่อการหลอกลวงโดยเฉพาะ เช่น ;
1. การสวมรอยธนาคารเพื่อให้สินเชื่อผ่านทาง SMS
การหลอกลวงแบบนี้ มิจฉาชีพจะสวมรอยเป็นสถาบันการเงิน หรือผู้ให้บริการสินเชื่อ เสนออนุมัติเงินกู้ด่วนที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ และไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือแม้แต่ผู้ที่มีประวัติเครดิตไม่ดีก็สามารถกู้ได้ แต่ผู้กู้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมล่วงหน้า เช่น ค่าตรวจสอบเครดิต ค่าประกัน หรือค่าธรรมเนียมการโอนเงิน เมื่อโอนเงินไปแล้ว มิจฉาชีพจะหายตัวไปหรืออ้างเหตุต่างๆ เพื่อให้โอนเงินเพิ่ม
Use case ;
รายงานของ Whoscall ในปี 2567 ระบุว่าการพนันและเงินกู้เป็นประเภทของการหลอกลวงทาง SMS ที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย โดยมิจฉาชีพมักใช้ช่องโหว่ของระบบเศรษฐกิจ เช่น การเข้าถึงสินเชื่อที่ยากของคนบางกลุ่ม หรือสภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้คนต้องการเงินด่วน เป็นช่องทางในการหลอกลวง
2. การปลอมเบอร์โทรศัพท์เพื่อโทรหลอกให้โอนเงิน
เมื่อรวมกับการหลอกลวงออนไลน์ การหลอกลวงประเภทนี้คิดเป็น 13% ของการหลอกลวงทั้งหมด และกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่เจอได้บ่อยๆก็คือมิจฉาชีพจะใช้หมายเลขโทรศัพท์ปลอม หรือเบอร์ต่างประเทศโทรเข้ามา และเมื่อกดรับสาย ก็จะได้ยินเสียงบันทึกอัตโนมัติ บอกมีพัสดุตกค้าง หรือมีการนำเลขบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีการพนัน และข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีทางกฎหมาย หากไม่โอนเงินเพื่อชำระค่าพัสดุ หรือจ่ายเงินเพื่อดำเนินการปิดบัญชี ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นคนจริง ๆ ที่ใช้วิธีการแบบเดียวกันพูดเพื่อหลอกลวงให้ปลายสายตกใจ และทำตามคำแนะนำ
Use case ;
นักธุรกิจชาวมาเลเซียสูญเงิน 564,354 ริงกิตมาเลเซีย (ประมาณ 4.5 ล้านบาท) หลังจากถูกหลอกโดยมิจฉาชีพในประเทศไทยที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งอ้างว่ากำลังสืบสวนพัสดุปลอมที่เชื่อมโยงกับสิ่งผิดกฎหมาย ทำให้นักธุรกิจรายนี้โอนเงินถึง 3 ครั้งไปยังบัญชีของมิจฉาชีพ
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่ามีการสวมรอย ปลอมแปลง และลอกเลียนจากมิจฉาชีพเพื่อให้ปลายทางตายใจ และเชื่อถือ ดังนั้นในมุมของธุรกิจ หากชื่อของธุรกิจถูกนำไปใช้ในการหลอกหลวง อาจจะไม่เป็นการดี เพราะจะทำให้ความน่าเชื่อถือของธุรกิจลดลง และอาจจะเปิดปัญหาอื่นๆตามมาภายหลัง
ดังนั้นการที่ธุรกิจหลายๆธุรกิจนำ SMS OTP เข้ามาใช้ในกระบวนการการยืนยันตัวตน การทำธุรกรรม และการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว จึงถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
1. SMS OTP สามารถเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลผู้ใช้งาน และธุรกรรม
เพราะ รหัส OTP จะหมดอายุภายในไม่กี่นาทีหลังจากถูกสร้างขึ้น ทำให้มิจฉาชีพไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หากเกินเวลาที่กำหนด แตกต่างจากรหัสผ่านแบบปกติที่สามารถเดา ขโมย หรือใช้ซ้ำได้ง่าย หรือหากข้อมูลล็อกอินรั่วไหล มิจฉาชีพก็ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้หากไม่มี OTP ดังนั้นการใช้ OTP จึงช่วยอุดช่องโหว่ รักษาความปลอดภัย และยังลดพฤติกรรมเสี่ยงในการสวมรอยได้ง่าย เช่น การใช้รหัสผ่านซ้ำกันในหลายช่องทาง
2. SMS OTP สามารถยืนยันตัวตนตามความเสี่ยงได้
ในธุรกรรมบางอย่างมี ความเสี่ยงมากกว่าปกติ เช่น การโอนเงินจำนวนมาก การกู้เงิน หรือการแก้ไขข้อมูลบัญชีสำคัญ ดังนั้นธนาคารและสถาบันการเงินจึงใช้ SMS OTP เป็นตัวช่วยกรองความเสี่ยงด้วยการใช้เป็นระบบยืนยันตัวต้นขั้นที่ 2 (2FA) ซึ่งหากมีการกระทำที่ผิดปกติ ระบบจะส่ง OTP เพื่อให้ผู้ใช้ยืนยันก่อนดำเนินการต่อ วิธีนี้ช่วยลดความเสียหายจากการโจรกรรมออนไลน์ และยังเป็นการยืนยันได้ว่าเป็นเจ้าของบัญชีตัวจริงที่อนุมัติธุรกรรม
3. SMS OTP มีกระบวนการยืนยันที่ใช้งานง่าย
เพราะผู้ใช้งานหรือลูกค้าไม่จำเป็นต้องจดจำรหัสผ่านยาวๆหรือซับซ้อน เพราะการรับรหัส OTP ผ่าน SMS เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและสะดวก เพียงแค่มีโทรศัพท์ ก็สามารถรับและกรอกรหัสก็สามารถยืนยันตัวตนได้เลยโดยไม่ต้องโหลดแอปพลิเคชั่นเพิ่มเติม ทำให้ธุรกิจและลูกค้ามั่นใจได้ว่าธุรกรรม หรือการเข้าระบบมีการเข้าโดยผู้ใช้งาน ไม่ใช่ผู้แอบอ้างหรือสวมรอย
4. SMS OTP เข้าถึงผู้ใช้งานได้ทุกที่อย่างครอบคลุม
เพราะไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายมือถือใด หากมีการลงทะเบียน ก็สามารถรับรหัส OTP ได้ ทำให้เหมาะสำหรับองค์กรที่มีหลายสาขา หรือธุรกิจที่มีลูกค้าต่างประเทศ ที่ต้องการระบบที่เข้าใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และสามารถมั่นใจในความปลอดภัยในการทำธุรกรรมได้
5. SMS OTP สามารถเพิ่มความเชื่อมั่นของลูกค้า
เมื่อธุรกิจเลือกใช้เครื่องมือที่ได้รับการยอมรับ เช่น SMS OTP ลูกค้าจะรู้สึกมั่นใจว่าข้อมูลและธุรกรรมของพวกเขาปลอดภัย ซึ่งสิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจ ว่ามีความรับผิดชอบต่อลูกค้าและผู้ใช้บริการ
จากข้อมูลข้างต้น การใช้ SMS OTP ถือเป็นสิ่งที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม เพราะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลและธุรกรรม ป้องกันการสวมรอยแม้ข้อมูลล็อกอินจะรั่วไหล เหมาะกับธุรกิจที่มีธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง และสามารถรองรับผู้ใช้ได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ SMSMKT สามารถตอบรับความคาดหวังในทุกด้านความปลอดภับของทุกธุรกิจ เพราะ ;
1. ความเชี่ยวชาญ ด้วยประสบการร์มากกว่า 17 ปี
SMSMKT เป็นผู้ให้บริการระบบ SMS ชั้นนำของไทยที่เปิดให้บริการมากกว่า 17 ปี มีลูกค้าองค์กรทั้งขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถการันตีความน่าเชื่อถือ คุณภาพ และความสเถียรได้ทันที ซึ่งธุรกิจสามารถมั่นใจได้ว่าระบบสามารถรองรับการใช้งานไม่ว่าจะส่งมาก หรือส่งน้อย ได้ทุกขนาดธุรกิจ
2.ความรวดเร็วและเสถียรสูงสุด
ระบบส่ง OTP ของ SMSMKT ถูกออกแบบมาให้รองรับการส่งข้อความจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว รหัส OTP จะถูกส่งไปถึงผู้ใช้งานภายในไม่กี่วินาที ลดปัญหาดีเลย์ที่อาจส่งผลต่อการทำธุรกรรม
3.ความปลอดภัยตามหลักมาตรฐานสากล
SMSMKT ใช้มาตรการด้านความปลอดภัยตามมาตรฐาน ISO และเทคโนโลยีเข้ารหัส (Data Encryption) เพื่อปกป้องข้อมูลธุรกรรมและข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งาน ช่วยให้ธุรกิจมั่นใจว่าการยืนยันตัวตนด้วย SMS OTP เป็นไปอย่างปลอดภัย สบายใจได้ทั้งเจ้าของธุรกิจและลูกค้า
4.ราคาคุ้มค่า พร้อมระบบจัดการที่ช้งานง่าย
SMSMKT มีราคาที่ยืดหยุ่น เริ่มตั้งแต่ 0.14 บาทต่อข้อความ ซึ่งจะคุ้มค่ากับทุกขนาดธุรกิจ อีกทั้งยังมีระบบ Dashboard ที่ใช้งานง่าย สามารถตรวจสอบการส่ง OTP ได้แบบ Real-Time พร้อมรายงานสถิติที่ช่วยให้ธุรกิจวิเคราะห์และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งานได้ง่ายๆ และมีประสิทธิภาพ
5.มีทีมงานมืออาชีพคอยซัพพอร์ตตลอดการใช้งาน
นอกจากระบบที่เสถียรแล้ว SMSMKT ยังมีทีมงานซัพพอร์ตที่พร้อมให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่า การใช้งานระบบ ไปจนถึงการปรับใช้ตามโจทย์ของธุรกิจแต่ละประเภท
ดังนั้นอย่ารอช้า ! เพิ่มความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจของคุณได้แล้ววันนี้
ติดต่อ Line : @SMSMKT